[FIC] เทพนิยายบทใหม่ : Ch. 7

posted on 11 Jul 2010 20:02 by ficooll  in FIC

 

 

 

 

[FIC] เทพนิยายบทใหม่

Pairing :: HanChul [feat. Leeteuk]

Author :: P-arieZ

คำเตือน :: ฟิคนี้เป็นฟิคชายรักชายนะคะ ถ้าใครคิดว่ารับไม่ได้ ก็กดปิดได้เลยค่ะ ^^

 

เทพนิยายบทใหม่ : Ch. 7
 
 
 
 
 
“ฮีชอล”

“หืม”

“นอนไม่หลับเหรอ เป็นอะไรรึเปล่า”

“เปล่านี่ ไม่มีไรหรอก แล้วนายล่ะ ทำไมยังไม่หลับอีก”

“ก็...” ฮันกยองเงียบไปสักพัก จะให้เขาบอกออกไปตรงๆ งั้นเหรอ “ก็นายนอนพลิกไป พลิกมาแบบนั้น ใครจะหลับได้ลงล่ะ” ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้ บอกออกไปแบบนี้คงดีกว่าการที่เขาจะบอกว่า

...จะหลับได้ยังไงล่ะ ในเมื่อนายนอนอยู่ข้างๆ ห่างออกไปเพียงแค่เอื้อมมือแบบนี้...

 
 
“เอ่อ ขอโทษนะ พอดีชั้นรู้สึกแปลกๆน่ะ”

“หืม? แปลกที่เหรอ งั้นกลับไปนอนที่ห้องนายด้วยกันมั้ยล่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอกมั้ง นอนๆไปเดี๋ยวก็หลับไปเองแหละ นอนที่นี่ก็ได้ จะห้องนาย ห้องชั้น ถ้ามันจะนอนไม่หลับ มันก็ไม่หลับเหมือนกันนั่นแหละ”

...เพราะฮีชอลรู้ดี ที่ว่าแปลกน่ะ ไม่ใช่แปลกที่หรอก คนที่นอนข้างๆ ต่างหากที่แปลกไป...

...ก็ปกติ ที่ข้างๆ เขา จะเป็นอีทึกนี่นา เฮ้อ แล้วคืนนี้จะหลับลงไหมเนี่ย...

“งั้นออกไปคุยกันที่ระเบียงดีมั้ย” ฮันเกิงเอ่ยชวน เมื่อมองเห็นท่าทีว่าทำยังไง คนข้างๆ เขา รวมถึงตัวเขาเองคงนอนไม่หลับเป็นแน่ แล้วก็ไม่รอคำตอบ เขาลุกเดินออกจากเตียงนอนทันที ทำให้คนที่มาขอนอนด้วยต้องลุกตามอย่างช่วยไม่ได้

“ดาวที่นี่ไม่เห็นสวยเหมือนที่บ้านฉันเลยอ่ะ ที่โน่นนะ เวลานอนมองดาวแบบนี้ จะรู้สึกเหมือนดาวอยู่ใกล้ตัวมากๆ แทบจะเอื้อมมือคว้าได้เลยล่ะ” ร่างเล็กกว่าเอ่ยขึ้นพลางมองดาวด้วยรอยยิ้มเล็กๆ มือเรียวยื่นออกไปกลางอากาศเหมือนจะเอื้อมมือคว้าดาวอย่างที่ปากพูดถึงจริงๆ

ฮันกยองเหลือบมองท่าทางที่เหมือนเด็กของคนที่นอนข้างๆ แล้วแอบยิ้มกับตัวเอง ก่อนจะบอกว่า “ถึงดาวที่นี่จะไม่ค่อยสวย แต่ก็เอื้อมมือคว้าได้เหมือนกันนะ”

“หืม ได้ยังไงล่ะ แค่มองยังไม่ค่อยจะชัด แสงไฟอ่ะกลบแสงดาวจนหมดแล้ว”

“ได้สิ แบบนี้ไง” ร่างสูงว่า ก่อนจะเอื้อมมือขวาของตัวเองมาจับมือข้างเดียวกันของฮีชอลที่ทำท่าคว้า ดาวอยู่ก่อนแล้ว ก่อนจะบีบมือนั้นเบาๆ พลางจัดให้อยู่ในท่าเหมือนกำลังจะคว้าเอาดาวจริงๆ

“ถ้านายทำแบบนี้ แล้วมองผ่านมือของตัวเอง ก็เหมือนนายกำลังจะคว้าเอาดาวใช่มั้ยล่ะ” น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่กระซิมชิดริมหู พร้อมกับสัมผัสอบอุ่นที่มือทำให้ใบหน้าสวยขึ้นสีเรื่ออย่างช่วยไม่ได้ ฮีชอลดึงมือตัวเองกลับเบาๆ ก่อนเอ่ยอุบอิบออกมาว่า

“เอ่อ เหมือนดาวจะมาอยู่ในมือเลยเนอะ แต่ว่ายกแขนขึ้นนานๆ ชั้นเริ่มเมื่อยแล้วน่ะ เรานอนดูเฉยๆ ก็พอมั้ง”

คนเริ่มสร้างความหวั่นไหวให้คนอื่นแอบอมยิ้มกับตัวเองในความมืด ก่อนจะดึงผ้าห่มที่ถือติดมือมาด้วยห่มให้ร่างบางข้างๆ เมื่อเห็นว่าอากาศข้างนอกเริ่มเย็นลงทุกที และร่างบางนั้นก็ใส่เพียงชุดนอนแขนยาวขายาวที่ไม่ได้หนามากนัก

คนที่ได้รับการเอาใจใส่ กระชับผ้าห่มผืนนั้นเข้ากับตัวและเมื่อเหลือบมองแล้วเห็นว่า ผ้าห่มที่ฮันกยองถือมามีแค่ผืนเดียวจึงเอ่ยถามออกไปบ้าง

“ของนายล่ะ”

“อ๋อ ชั้นไม่ค่อยหนาวน่ะ อีกอย่างชุดนอนชั้นก็หนากว่านายตั้งเยอะไม่เป็นไรหรอก”

“งั้นเหรอ งั้นก็.... ขอบคุณนะ” ฮีชอลยิ้มกว้างให้อย่างจะให้รอยยิ้มนั้นแทนคำขอบคุณจริงๆ

ร่างสูงเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็แอบถอนหายใจกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะนึกในใจว่า...

...เฮ้อ ถือมาผืนเดียวก็นึกว่าจะได้ห่มด้วยกันซะอีก นายไม่รู้จริงๆ หรือแกล้งไม่รู้เนี่ย...

และเพราะเขามัวแต่ตัดพ้อกับแผนการที่ล่มไม่เป็นท่าของตัวเอง จึงทำให้ไม่เห็นรอยยิ้มซุกซนของอีกคน ที่นอนข้างๆ กัน

...คิดว่าชั้นไม่รู้แผนนายรึไง แต่อยากบอกว่าไม่หนาวเองนี่นา ปากเก่งเอง งั้นก็ไม่ต้องห่มหรอก ^^...


ไม่รู้ว่าทั้งสองคุยกันนานแค่ไหน แต่พอฮันกยองหันมามองอีกที ฮีชอลก็หลับตาพริ้มไปแล้ว ลมหายใจที่สม่ำเสมอบอกให้รู้ว่าคนนอนข้างๆ กำลังนอนหลับสนิท และเพราะเขารู้ว่าฮีชอลไม่ชอบให้ใครมาปลุกตอนกำลังหลับอยู่ เขาจึงทำเพียงแค่รั้งร่างเล็กนั้นให้มาอยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของตัวเอง ก่อนจะประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนนั้นเบาๆ แต่ทว่าเนิ่นนาน

ก่อนจะเอ่ยกระซิบชิดใบหน้านั้นว่า

“หลับฝันดีนะ ฮีชอลของชั้น”


 
 
 
 
แสงสว่างที่ส่องแยงตา ทำให้ร่างเล็กกระพริบตาเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งแรกที่อยู่ในครรลองสายตาคือเพดานห้องสีเทาอ่อนๆ แต่เขาจำได้ว่าเมื่อคืนเขานอนหลับไปที่ระเบียงนี่นา แล้วตัวเขาเข้ามาอยู่ในห้องนี้ บนเตียงนี้ได้ยังไงกัน

ฮีชอลพยายามจะคิดว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่กลิ่นหอมที่ลอยมาแตะจมูกทำให้เขาเลิกสนใจว่าตัวเองมานอนที่นี่ได้ยังไง เสียงดังกุกกักจากในห้องครัวทำให้ร่างบางรีบพาตัวเองไปยังจุดหมายนั้นทันที

“ทำไรอ่ะ หอมจัง”

“ข้าวต้มเครื่องน่ะ ทำไมนายตื่นเช้าจังล่ะ” พ่อครัวหันมาตอบ พลางลอบสังเกตคนตรงหน้าไปด้วย

หัวเล็กที่ดูยุ่งๆ หน้าตาของคนที่เพิ่งตื่นนอน กับชุดนอนที่กระดุมเม็ดบนหลุดไปสองเม็ด อืม ฮีชอลตั้งใจจะยั่วเขาแต่เช้าใช่ไหมเนี่ย

“โห ทีนายยังตื่นเช้ากว่าชั้นอีก แถมยังทำกับข้าวจะเสร็จแล้วด้วย งั้นเดี๋ยวชั้นรอยกออกไปข้างนอกแล้วกันนะ” เสนอตัวช่วยอย่างมีน้ำใจ หากแต่คำตอบของพ่อครัวทำให้ฮีชอลแทบจะหันหลังเดินกลับแทบจะทันที

“ไม่ต้องหรอก เดี๋ยวชั้นยกไปเอง นายไปอาบน้ำแต่งตัวเถอะ ขืนนายยืนอยู่ที่นี่นานกว่านี้ ชั้นคงอยากกินอย่างอื่นแทนข้าวต้มนี่แล้วล่ะ”

ตอน แรกฮีชอลก็ไม่เข้าใจคำพูดนั้นหรอก หากแต่สายตาของฮันกยองที่มองมายังเสื้อนอนของเขาอย่างเปิดเผย จนทำให้เขาต้องมองตาม เท่านั้นแหละฮีชอลก็หันหลังกลับทันที ก่อนจะพึมพำออกมาให้คนมองตามจับใจความได้เองว่า

...อีตาบ้า มองอะไรอยู่ได้ ไม่เคยเห็นหน้าอกผู้ชายรึไง ชิ...

เสียง หัวเราะที่ดังไล่หลัง ทำให้ฮีชอลกระทืบเท้าเดินเข้าห้องอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปิดประตูตามหลังดังโครม อย่างไม่กลัวว่าจะทำของใครพัง

...น่ารักจริงๆ เลยนะ ฮีชอลของชั้น...

 
 
 
 
อาทิตย์นี้ทั้งอาทิตย์ฮันกยองและฮีชอลแทบจะตัวติดกันตลอดเวลา ถ้าเห็นร่างบางของฮีชอลอยู่ไหน ก็แทบจะเห็นร่างสูงของฮันกยองเดินเคียงข้างไม่ห่าง และเช้านี้ก็อีกเช่นกันที่ฮันกยองปลุกร่างเล็กตั้งแต่ตีสี่ เพื่อให้ออกมาทำงานส่งอาจารย์ด้วยกัน

“ทำไมต้องออกมาเช้าขนาดนี้ด้วย เนี่ย ยังไม่ตีห้าเลยด้วยซ้ำ มืดแบบนี้จะไปมองอะไรเห็นเล่า” คนที่ถูกปลุกแต่เช้าบ่นอย่างไม่จริงจังนัก จริงๆ เมื่อวานฮันกยองก็บอกเขาไว้ก่อนแล้วล่ะ ว่าให้รีบนอนเพราะวันนี้จะปลุกแต่เช้า แต่เขาไม่คิดว่ามันจะเช้าขนาดนี้นี่นา แต่ก็ยังดีนะที่บอกไว้ก่อน เพราะหากไม่บอกแล้วอยู่ดีดีก็ปลุกมาแบบนี้ล่ะก็ ถึงวันต่อไปต้องนอนคนเดียว หาอะไรกินคนเดียว เขาก็จะไม่สนใจแล้ว จะอาละวาดให้หอพังเลยคอยดู

“น่า ก็หัวข้อของงานครั้งนี้น่ะ มันต้องทำตอนเช้านี่นา” คนที่ถูกบ่นยังพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำของตัวเอง

“เกี่ยวไรกะตอนเช้า ทำตอนไหนก็เหมือนกันหรอก”

“ไม่เหมือนนะ นายลองคิดดูสิ “ความหวัง” น่ะ มันหมายถึงสิ่งที่เป็นแรงจูงใจของเราไม่ใช่เหรอไง มันทำให้เราเริ่มทำอะไรสักอย่าง แล้วรูปที่เหมาะสมกับความหมายของการเริ่มต้น ก็ต้องเป็นรูปตอนเช้าๆ นี่แหละ”

“งั้นนายจะวาดอะไรของนาย”

“น่า เดี๋ยวนายก็รู้เอง ว่าแต่นายเหอะ เอาอุปกรณ์ตัวเองมาด้วย แสดงว่าไม่ได้มาเป็นเพื่อนชั้นเฉยๆ ใช่มั้ย นายจะวาดอะไรส่งอาจารย์ล่ะ”

“เฮอะ ทีนายยังไม่บอกเลย เรื่องอะไรชั้นจะบอกนายล่ะ เดี๋ยวนายก็รู้เองล่ะ”

ฮัน กยองหัวเราะออกมากับถ้อยคำประชดประชันนั้น ก่อนจะเริ่มกางอุปกรณ์วาดรูปของตัวเอง ส่วนฮีชอลก็เริ่มจัดการส่วนของตนเองเช่นกัน แล้วทั้งสองก็ต่างแยกย้ายกันทำงานของแต่ละคน

ผ่านไปเกือบสามชั่วโมง งานของฮีชอลเกือบจะเสร็จทั้งหมด เหลือเพียงแค่ลงสีในบางส่วนเท่านั้น ร่างบางเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดของตัวเองพลางเดินเงียบๆ เข้าไปหาฮันกยองที่นั่งวาดรูปอยู่อีกมุมหนึ่ง

ทันทีที่ดวงตากลมโตได้ เห็นภาพที่ฮันกยองวาดอย่างชัดเจน ความรู้สึกแปลกประหลาดก็เหมือนจะถาโถมเข้ามาจนทำให้ร่างบางแทบยืนไม่อยู่ ความรู้สึกข้างในวิ่งวนเหมือนกำลังค้นหาอะไรสักอย่าง



...

“นาย วาดรูปสวยจัง สอนชั้นบ้างสิ” เด็กผู้ชายตัวเล็ก ผมสีน้ำตาลอ่อนเอ่ยขอเด็กผู้ชายอีกคนที่ตัวสูงกว่า ที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ที่กำลังนั่งวาดรูปอะไรสักอย่างอยู่ที่ใต้ร่มไม้ใหญ่ในสวนสาธารณะ

“ได้สิ แล้วนายอยากวาดรูปอะไรล่ะ” เด็กชายคนที่ถูกเอ่ยขอ ตอบรับอย่างใจดี พลางยิ้มส่งให้ เหมือนจะบอกว่าเขาเต็มใจจะสอนให้จริงๆ

“อืม นั่นสินะ รูปอะไรดีน๊า...”

“ดอกทานตะวันมั้ยล่ะ เหมาะกับนายดีนะ”

“หืม ดอกทานตะวันงั้นเหรอ ก็ดีนะ แต่ว่ามันจะไม่ยากไปหน่อยเหรอ ชั้นน่ะ ไม่เคยวาดรูปมาก่อนเลยนะ” คนอยากวาดรูปยังคงถามด้วยความสงสัย แต่ก็เพราะอยากวาดจริงๆ นั่นแหละถึงได้ถามนู่น ถามนี่แบบนี้ ก็คนไม่เคยวาดรูปมาก่อนนี่นา ถ้าจะให้สอนวาดรูปยากๆ เดี๋ยวคนสอนก็จะรำคาญจนพาลไม่อยากสอนซะก่อนหรอก ถ้าเป็นแบบนั้น แล้วเขาจะทำยังไงล่ะ

“อ่า ไม่ยากเกินไปหรอกน่ะ แต่ว่าถ้าจะวาดรูปดอกทานตะวันล่ะก็ วาดได้แค่ช่วงเวลาเดียวเท่านั้นนะ”

“หืม เวลาไหนล่ะ” คนช่างถามก็ยังคงตั้งคำถามอยู่แบบนั้น อย่างไม่รู้เบื่อ

“ก็ตอนเช้าๆ ไง ตอนพระอาทิตย์ขึ้นน่ะ”

“เอ๋ แล้วทำไมต้องวาดตอนพระอาทิตย์ขึ้นล่ะ”

“ก็ ดอกทานตะวันน่ะ หมายถึงความสดใส ร่าเริง มีชีวิตชีวาน่ะสิ แล้วดอกทานตะวันจะเป็นแบบนั้นได้ ก็ต้องมีพระอาทิตย์คอยให้แสงสว่างไม่ใช่เหรอไง”

“ก็จริงนะ แต่ช่วงตอนกลางวันดอกทานตะวันก็บานนี่นา ทำไมวาดตอนกลางวันไม่ได้ล่ะ”

“มัน ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกันนะ ตอนกลางวันน่ะ ดอกทานตะวันจะบาน และก็หันไปตามดวงอาทิตย์ ตลอดใช่มั้ย แต่พอพระอาทิตย์เริ่มตกดิน ดอกทานตะวันก็จะเริ่มเหี่ยว ไม่ได้บานเต็มที่เหมือนตอนเช้าๆ ที่ดวงอาทิตย์เพิ่งขึ้นมาใหม่ๆ ช่วงนั้นน่ะ ชั้นรู้สึกว่า ดอกทานตะวันบานอย่างเต็มที่และสวยงามที่สุด มันเป็นความรู้สึกเหมือนสิ่งที่รอคอยมาถึงแล้ว ดวงอาทิตย์ที่ดอกทานตะวันรอคอยมาทั้งคืนเพื่อให้มามอบแสงสว่างให้มาถึงแล้ว ยังไงล่ะ มันเหมือนกับว่า ดวงอาทิตย์เป็นความหวังทั้งหมดของดอกทานตะวัน”

“ความ หวังงั้นเหรอ ทำไมดอกทานตะวันโง่จังอ่ะ ทำไมต้องเอาความหวังไปฝากที่คนอื่นด้วย งี้ถ้าสมมุติว่าวันนั้นดวงอาทิตย์ไม่มา เอ้ย ไม่ขึ้น ดอกทานตะวันก็จะไม่บานงั้นเหรอ”

“แล้วนายเคยเห็นดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นมั้ยล่ะ”

“เอ่อ ก็...” คนที่พยายามเถียง เถียงไม่ออกเอาซะดื้อๆ จริงด้วยสินะ ไม่มีวันไหนที่ดวงอาทิตย์ไม่ขึ้นนี่นา

“นั่นแหละ เพราะดวงอาทิตย์ขึ้นทุกวัน กลับมาทำหน้าที่ของมันทุกวัน ชั้นถึงชอบที่จะวาดรูปนี้ไง และก็...”

ฮัน กยองพูดไม่ทันจบ คนเจ้าคำถามก็แทรกขึ้นมาอีก “แต่ถึงดวงอาทิตย์จะขึ้นทุกวัน แต่ก็ตกทุกวันเหมือนกันนี่นา มันไม่เหมือนกับการมาให้ความหวังแล้วจากไปหรอกเหรอ ดวงอาทิตย์ไม่คิดหรือไง ว่าตอนที่ตัวเองลับจากฟ้าไปแล้วน่ะ ดอกทานตะวันจะเป็นยังไง”

“เอ่อ...” แล้วคราวนี้ก็เป็นฮันกยองเองที่เถียงไม่ออก

“เห็นมั้ยล่ะ รูปของนายน่ะ ไม่เห็นจะเข้าท่าเลย นายสอนชั้นวาดรูปอื่นสิ”

“ไม่ เอาอ่ะ ยิ่งนายคิดแบบนั้น ชั้นก็ยิ่งอยากสอนวาดรูปนี้ นายจะได้มีแต่ภาพที่ดอกทานตะวันหันหน้ารับแสงอาทิตย์ แล้วดวงอาทิตย์ก็สาดแสงมายังดอกทานตะวัน”

“หลอกตัวเองชัดๆ” คนอยากวาดรูปเถียงขึ้นอีก อย่างไม่ยอมแพ้

“ไม่ ได้หลอกซะหน่อย นายอย่าลืมสิว่าดอกทานตะวันน่ะ เต็มใจรอดวงอาทิตย์นะ แล้วชั้นก็เชื่อด้วยว่า ดวงอาทิตย์ก็เต็มใจกลับมาทำหน้าที่เพื่อดอกทานตะวันเหมือนกัน สองอย่างนี้น่ะ ต่างก็ “เต็มใจ” ที่จะทำเพื่อกันและกันนะ”

...




“ฮีชอลๆ ฮีชอล เฮ้ ฮีชอล!!!” เสียงรักที่ไม่เบานักทำให้ฮีชอลสะดุ้ง ก่อนจะเงยหน้าสบตาคนที่เรียกชื่อตนเอง

“นาย เป็นอะไรน่ะ ทำไมเหม่อแบบนั้นล่ะ ชั้นเรียกตั้งหลายรอบแล้วนะ แล้วชั้นก็วาดรูปเสร็จแล้วด้วย สวยมั้ย” ฮันกยองพูด พลางผายมือไปที่รูปที่ตัวเองวาดเพื่อจะอวดมันกับคนตรงหน้า

...เหมือน เหมือนมาก รูปนี้ของฮันกยองเหมือนกับรูปในความคิดของเขาเมื่อกี้...
...เหมือนกับรูปที่เขาเคยฝันถึงบ่อยๆ...

...รูปพระอาทิตย์ขึ้นกลางทุ่งดอกทานตะวัน...


ทำไมเขาถึงรู้สึกวูบไหวแปลกๆ นะ แล้วยังจะความคิดเมื่อกี้ที่แวบเข้ามาในหัวเขาอีก เหมือนกับที่เขาเคยฝันถึงเลย แต่ว่าเหตุการณ์กลับชัดเจนมากกว่า มีรายละเอียดมากกว่า

...แล้วเด็กชายคนนั้น คนที่เขาไม่เคยรู้จัก แต่ว่าในความคิดของเขาเมื่อกี้ กลับชัดเจนจนน่าแปลกใจ

...ชัดเจน จนเขาสามารถรับรู้ได้ว่าเด็กผู้ชายคนนั้นเป็นใคร


...ฮันกยอง...



“ฮีชอล” เสียงเรียกชื่อเขาอีกครั้ง ทำให้ฮีชอลสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะมองไปที่ภาพตรงหน้า แล้วตอบคำถามเมื่อกี้ของฮันกยอง

“สวยสิ สวยมากเลย นายทำไมถึงวาดรูปนี้ล่ะ”

“ชั้นชอบรูปนี้น่ะ มันสื่อถึง “ความหวัง” ได้อย่างดีเลยนะ”

“ความหวังยังไงเหรอ”

“มันเหมือนกับว่า ดวงอาทิตย์เป็นความหวังของดอกทานตะวัน ความหวังที่ดอกทานตะวันเฝ้ารอจะได้เจอในทุกๆ เช้า แล้วความหวังก็เป็นจริงในทุกๆ เช้าไงล่ะ”

คำตอบของเจ้าของรูป ทำให้ฮีชอลเงียบไปอีกครั้ง

...แม้แต่คำตอบก็ยังคล้ายกัน ทำไมกันนะ...


ฮีชอลมองภาพนั้นอย่างพิจารณาอีกครั้ง ก่อนสายตาจะสะดุดกับอักษรบางอย่างตรงด้านบนของภาพ

“เอ๋ ตัวอักษรนั่นคืออะไรน่ะ”

“หือ ตัวที่อยู่ด้านบนน่ะเหรอ ชั้นตั้งใจจะเขียนเป็นชื่อของภาพนี้น่ะ มันเป็นตัวอักษรจีน แปลว่าความหวังด้วยนะ”

“แล้วมันอ่านว่าอะไรล่ะ”

“ซี่...แต่ถ้าอ่านแบบเกาหลีมันอ่านออกเสียงคล้ายชื่อนายแหละ อ่านว่า “ฮี” น่ะ”

เมื่อ ได้คำตอบแบบนั้น คนที่ตั้งคำถามก็ทำหน้าไม่ถูกขึ้นมาทันที และฮันกยองเองก็สังเกตเห็นอาการนั้นเช่นกัน เขาจึงเบี่ยงเบนความสนใจของฮีชอลด้วยการถามถึงรูปที่ฮีชอลวาดบ้าง

“แล้วนายล่ะ จะบอกได้รึยังว่านายวาดอะไรไปส่งอาจารย์”

“อ๋อ วาดดอกไม้น่ะ บนหน้าผาสูงๆ เลยนะ” ฮีชอลตอบพร้อมกางเฟรมวาดรูปของเขาให้ฮันกยองดู

...ภาพดอกไม้ดอกเดียว ที่อยู่บนหน้าผาสูง แม้จะสวยมากๆ แต่ก็ดูโดดเดี่ยวมากๆ เช่นกัน...

...ภาพที่ฮันกยองมองแล้ว รู้สึกเจ็บปวดอย่างบอกไม่ถูก...


“เอ่อ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อ “ความหวัง” ที่อาจารย์กำหนดมาล่ะ”

“เกี่ยวสิ มันเป็นความหวังของชั้นนี่นา”

“หืม ความหวังของนาย??”

“ใช่ ชั้นอยากเกิดเป็นดอกไม้ดอกเดียวที่อยู่บนหน้าผาสูงๆ ไม่มีใครสามารถจับต้องได้ ดูมีคุณค่าใช่มั้ยล่ะ”

“แต่มันดูโดดเดี่ยวมากเลยนะ”

...ใช่สินะ มันดูโดดเดี่ยว

...ยิ่งอยู่สูงแบบนั้น ดอกไม้คงโดดเดี่ยวน่าดู

...ฮีชอลเองก็ไม่รู้ ว่าทำไมเขาถึงวาดรูปนี้ออกมา

...แต่ความรู้สึกมันบอกนี่นา ว่านั่นนะเป็นความหวังของเขาจริงๆ

...ความหวังเพียงอย่างเดียวของเขา


...ดอกไม้ดอกเดียวบนหน้าผาสูง...

 
 
 
 
 
 
 
 
...TBC...
 
 
 
 
 
 
 
 

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

Categories